e-Business ศักยภาพการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

SPU Activity

โดย Admin Spublog

e-Business: ศักยภาพการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพล พรหมมาพันธุ์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

   ในปัจจุบัน การทำธุรกิจเกือบทุกประภท ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยอินเทอร์เน็ตเกือบแทบทั้งสิ้น ที่เรียกกันว่า ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ซึ่งก็คือ รูปแบบของการทำธุรกิชนิดหนึ่ง ที่อาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐานหลักในการดำเนินงาน ได้แก่ อินทราเน็ต เอ็กทราเน็ต และอินเทอร์เน็ต  ตลอดจนการใช้เครือข่ายการเชื่อมต่อในองค์กร เพื่อการสื่อสาร การติดต่อกับลูกค้า และหุ้นส่วนทางธุรกิจ อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มีความสะดวกรวดเร็ว เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า ระบบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ยังหมายความรวมไปถึงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อ การขาย การตลาด การประมูล การชำระเงินการบริการด้านผลิตภัณฑ์ และการบริการสารสนเทศผ่านอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายคอมพิวเตอร์  เพราะว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ในที่นี้ขอกล่าวถึงลักษณะของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ศักยภาพการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ (1) การประมวลผลรายการทางธุรกิจ (2) การจัดการระบบสารสนเทศ (3) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และ (4) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ:

1. การประมวลผลรายการทางธุรกิจ คือระบบสารสนเทศซึ่งทำการประมวลผลผลลัพธ์ข้อมูลจากเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นของการดำเนินการทางธุรกิจประเภทต่างๆ กิจกรรมการประมวลผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ เช่น การขาย การจัดซื้อ การฝาก การถอน การคืนเงิน และการจ่ายเงิน เป็นต้น  สามารถแยกย่อยออกเป็น 2 อย่าง คือ การประมวลผลเป็นชุดหรืองวด และการประมวลผลตามเวลาเป็นจริงหรือออนไลน์

                1.1  การประมวลผลแบบชุดหรืองวด (Batch Processing) เป็นการประมวลผลแบบเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นชุด หรือเป็นงวด และนำมาประมวลผลพร้อมกันคราวเดียว เช่น ระบบเงินเดือนของพนักงาน การประมวลผลแบบชุดหรืองวดเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลต้นฉบับของการดำเนินงานทางธุรกิจ เช่น การขาย การสั่งซื้อ การออกใบกำกับสินค้า, ระเบียนของการประมวลผลข้อมูลที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ในเทปแม่เหล็กและจานแม่เหล็ก, การค้นหาข้อมูลในลักษณะที่เป็นแบบเรียงตามลำดับ,การประมวลผลข้อมูล และการเพิ่ม ปรับปรุง แฟ้มข้อมูลหลัก     มีข้อดีคือเป็นการเก็บรวบรวมไว้ทุกอาทิตย์ เมื่อครบเดือนข้อมูลก็มีพร้อม ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและตรวจข้อมูลทันที

                1.2 ประมวลผลตามเวลาจริง (Real-Time Processing) เป็นการประมวลผลซึ่งสามารถได้รับการโต้ตอบกลับในทันทีทันใด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประมวลผลรายการแบบออนไลน์  ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และการแลกเปลี่ยนระหว่างหุ้นส่วน แต่ในระบบนี้ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้เช่นกัน คือ การอดทนต่อการประมวลผลข้อมูลที่ผิดพลาด  เช่น การจองตั๋วของสายการบิน, การโอนเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร, การทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท  และองค์กรอื่นๆ ซึ่งต้องอดทนต่อการประมวลผลผิดพลาด ซึ่งต้องมีวิธีการป้องกันที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น มีข้อดี คือ สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อเสีย คือ ต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

2. การจัดการระบบสารสนเทศ เป็นแนวความคิดเรื่องระบบสนับสนุนการจัดการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems : MIS) เกิดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1960  และระบบนี้ก็มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และทฤษฎีระบบการประมวลผลข้อมูลในองค์กร กล่าวโดยรวมเป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ, เป็นการออกรายงานเพื่อนำมาสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลางในแต่ละระดับ, เป็นการช่วยประหยัดด้านเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ การเรียกใช้สารสนเทศทางมัลติมีเดีย เป็นต้น

3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems: DSS) เป็นระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์สร้างการมี

ปฏิสัมพันธ์ หรือโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ มีการนำเอาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ซึ่งมีการใช้ตัวแบบช่วยในการตัดสินใจ และมีฐานข้อมูลชนิดพิเศษ สามารถช่วยในกระบวนการตัดสินใจ การบริหารจัดการสำหรับผู้ใช้  ระบบ DSS จะช่วยผู้บริหารในการใช้ตัวแบบเพื่อทำการวิเคราะห์, ใช้แบบจำลอง, ใช้การเรียกข้อมูลออกมาดู, และจึงมีการนำเสนอสารสนเทศตามความเหมาะสม ในมหาวิทยาลัยอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการออกแบบ DSS นั้นมีการสำรวจตัวแบบของอภิข้อมูล (Metadata) สำหรับการแจกจ่ายระบบสนับสนุนการตัดสินใจบนเว็บ ซึ่งการสำรวจดังกล่าวจะช่วยให้มีประโยชน์ในการที่จะให้ผู้ใช้งานมีความความเข้าใจประเภทของระบบสนับสนุนการตัดสินใจในแต่ละชนิดที่จะนำมาใช้งานด้วย  (Pic Source: https://group50mg337.files.wordpress.com)

 

 

 

 

 

            4. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)  คือ การซื้อขาย, การทำการตลาด, การให้การบริการด้านสารสนเทศต่างๆ ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การเชื่อมโยงระหว่างองค์กรนั้นมีการใช้อินทราเน็ต เอ็กทราเน็ต อินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายอื่นๆ สนับสนุนกระบวนของการค้าในแต่ละขั้นตอน ซึ่งอาจรวมไปถึงทุกอย่างที่มีการโฆษณาด้วยระบบมัลติมีเดีย, สารสนเทศด้านการผลิต, และการบริการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าบน World Wide Web โดยทั้งนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ต้องมีการควบคุมความปลอดภัย เช่น กระบวนการชำระเงินซื้อสินค้า ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมใช้กันอยู่ปัจจุบันมีอยู่ 3 ประเภทลำดับ คือ :

4.1 การทำธุรกิจจากบริษัทสู่ผู้บริโภค (Business-to-Consumer: B2C)  เป็นลักษณะที่บริษัททำการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองขึ้นมา เพื่อทำการตลาดในการขายผลิตภัณฑ์หรือการบริการไปยังผู้บริโภค  จัดทำในลักษณะร้านห้างสรรพสินค้าเสมือนจริง ซึ่งผู้บริโภคหรือลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้า และสามารถชำระเงินได้ หรือได้รับการสนับสนุนบริการที่ดี โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น เว็บไซต์ amazon.com

4.2 การทำธุรกิจระหว่าง 2 บริษัทธุรกิจด้วยกัน (Business-to-Business: B2B) มีการใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งเชื่อมโยงกับธนาคารกรุงเทพฯ ลูกค้าของซิตี้แบงก์ สามารถไปชำระเงินค่าบริการที่ธนาคารกรุงเทพฯ ได้ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น โรงงานอุตสาหกรรมขายสินค้าให้กับผู้จัดจำหน่าย, ร่นขายส่ง ขายสินค้าให้กับร้านขายปลีก เป็นต้น

4.3 การทำธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer-to-Consumer: C2C) หมายถึงผู้บริโภคด้วยกันเอง สร้างเว็บไซต์ส่วนตัวของตัวเองขึ้นมา และทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน หรือขายสินค้าให้กับกันและกัน เช่น เว็บไซต์ต่างๆ เปิดโอกาสให้ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟรี, มีการประมูล, มีสภาหรือชุมชนเป็นศูนย์กลางที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน เช่น www.ebay.com เป็นต้น และมีการชำระเงินผ่านธนาคารกลาง เช่น เว็บไซต์ www.paypal.com

                ศักยภาพของกระบวนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  อันจะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จนั้น ซึ่งต้องมีองค์ประกอบอยู่ 8  อย่าง คือ: (1) มีการควบคุมการเข้าถึง และความปลอดภัย ได้แก่ การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์อำนาจเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงการประมวลผลต่างๆ ของบริษัทได้ เช่น ลูกค้าต้องมีชื่อผู้ใช้ (User Name), รหัสผ่าน (Password), (2). ชีวประวัติสั้นๆ และความเป็นส่วนบุคคล คือต้องมีการสร้างชีวประวัติสั้นๆ หรือ Profile ของตนเองขึ้นมา เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และ e-Mail Address เพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง (3).การจัดการสืบค้นข้อมูล เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ และการบริการชนิดต่างๆ ได้ และเพื่อที่จะประเมินผลผลิตภัณฑ์และการบริการเหล่านั้นว่าดีหรือไม่ดี ควรซื้อหรือไม่ (4). การจัดการเนื้อหาและสมุดแจ้งรายการสินค้า (Content and Catalog Management) ได้แก่ การใช้ซอฟต์แวร์สร้างและการจัดการเนื้อหา ขนส่งข้อมูล ปรับปรุง และจัดการข้อมูลสารสนเทศมัลติมีเดียบนเว็บไซต์ให้ได้รับความสำเร็จ  บริษัทสื่อของเยอรมันชื่อ Bertelsmann  ซึ่งเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัท BarnesandNoble.Com  ใช้ซอฟต์แวร์ชื่อ StoryServer Content Manager  ในการสร้างแบบฟอร์มสำเร็จรูปของเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งมีผู้ใช้หรือบรรณาธิการจากสำนักพิมพ์ต่างประเทศ 6 ประเทศ สามารถเข้ามาแก้ไข ปรับปรุง หรือผลิตสารสนเทศเองได้ทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์  ส่วนการสร้างสมุดแจ้งรายการสินค้านั้น เช่น บริษัท W.W. Grainger & Co., เป็นบริษัทที่จำหน่ายชิ้นส่วนสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรม พวกเขาใช้ซอฟต์แวร์จัดการสมุดแจ้งรายการสินค้าชื่อ   CenterStage ในการเรียกใช้ข้อมูลจาก ฐานข้อมูลของร้านค้ากว่า 2,000 ร้านค้า ด้วยซอฟต์แวร์มาตรฐานนี้มันสามารถแปลเป็นภาษา HTML และ  XML สำหรับการใช้งานบนเว็บไซต์ได้ (5). การจัดการเรื่องการไหลเวียนของกระแสงาน ได้แก่ การทำให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้สำเร็จด้วยระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์  (6).การแจ้งเตือนสถานการณ์ ได้แก่ การส่งข้อความโต้ตอบกลับมายังระบบ เมื่อมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาสู่เว็บไซต์เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการชำระเงิน หรือมีบริษัทเงินทุนเข้ามาในระบบ ย่อมทำให้มีการประมวลผลเกิดขึ้น ทำให้ทราบสถานะของพวกเขาเหล่านั้น  (7). การทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนสินค้า ได้แก่ ระบบที่มีการจัดการสนับสนุนการทำงานร่วมกัน และแลกเปลี่ยนการบริการกันตามความต้องการของลูกค้า, ร้านค้า, และบริษัทเงินทุนอื่นๆ ที่มีการทำการประมวลผลข้อมูลร่วมกันอยู่ในระบบ (8) กระบวนการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน คือ :กระบวนการชำระเงินผ่านเว็บไซต์  (Web Payment Processes), การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer : EFT)   การโอนเงิน  นิยมใช้ในระบบธนาคาร เช่น ระบบ ATM และโรงงานอุตสาหกรรมขายปลีก บางธนาคารอนุญาตให้ลูกค้าสั่งจ่ายเงินทางโทรศัพท์ได้ เช่น PayPal  และ  Billpoint มีการโอนเงินสดถึงกัน และสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ฟรี และมีการชำระเงินค่าสินเชื่อ ผ่านบิลอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของธนาคารเอง ซึ่งการชำระเงินผ่านบิลอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ก็เป็นการใช้อินเทอร์เน็ต                

นอกจากนั้น ยังต้องอาศัยเครื่องมือ (Tools) การสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อื่นอีก เพื่อช่วยให้ทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประสบความสำเร็จ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ รวมไปถึง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์, ไปรษณีย์เสียง, เครื่องโทรสาร, งานสิ่งพิมพ์บนเว็บ, ระบบแผงข่าวอิเล็กทรอนิกส์, และระบบโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้ สามารถช่วยในการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์, เอกสารอิเล็กทรอนิกส์, แฟ้มข้อมูล, เสียง, มัลติมีเดีย บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ กรณีศึกษา เว็บไซต์ http://thumbsup.in.th ได้รายงานตัวอย่างบริษัท Uber ที่หันมาประกาศเปิดตัวบริการ “Uber for Business” อย่างเป็นทางการในหลายประเทศทั่วโลก โดยการันตีว่าบริการระบบ Billing หรือใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทจะพร้อมให้บริการใน 41 ประเทศใหม่ จากเดิมที่ชิมลางใน 4 ประเทศช่วงก่อนหน้านี้  ก่อนจะขยายบริการมาที่อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้บริการจนตัวเลขประเทศที่รองรับ Uber for Business ให้เป็น 45 ประเทศในขณะนี้ อันเป็นศักยภาพโดยรวมที่ทำให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จ.