'เบลล์ - กชกร' ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงคนนี้ทำไม่ได้

Showcase

โดย SPU Admin

พูดหน้าชั้น ขาสั่น พูดหน้าเสาธงหน้าซีด ขึ้นเวทีฉายเดี่ยวเป็นลม..
แต่ไม่ใช่แน่ๆ กับเธอคนนี้ หญิงเก่งของคณะนิเทศฯ มาเถอะเธอได้หมด.. ส่งไมค์มาค่ะ
น้องเบลล์  กับบทบาทพิธีกรตัวแม่..
UploadImage
 

สวัสดีค่ะ แนะนำตัวแบบเสียงดังฟังชัดให้เพื่อนๆ รู้จักอีกสักครั้งค่ะ
สวัสดีค่ะชื่อ เบลล์ กชกร
อายุ 21 ปีค่ะ
เรียน คณะนิเทศศาสตร์ค่ะ
 
เล่าที่มาให้น้องๆ เพื่อนฟังหน่อยค่ะ ว่าไปยังไงมายังไงถึงได้มาเรียนคณะนี้
คือคณะนี้นี่ บ่งบอกถึงบุคคลิกของเบลล์เลยค่ะ คือเบลล์ชอบการเต้น ชอบการแสดง แต่เบลล์เป็นคนไม่กล้าแสดงออก ขี้เขินอาย ไม่ค่อยเจอผู้คนเยอะๆ เลยอยากปรับพื้นฐานและสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง
และคนที่เป็นคนบอกให้เบลล์รู้จักตัวเองนี่คือแม่ค่ะ ที่จริงเบลล์อยากเรียนคณะอื่น คือคณะบริหารค่ะ แต่แม่บอกว่าเชื่อแม่สิ เบลล์น่ะ คณะนิเทศศาสตร์แน่นอน เพราะว่าแม่เห็นเบลล์เต้นมาตั้งแต่ ม.1 ละ คือเบลล์เรียนเต้นมาตั้งแต่เด็กๆ คือทำกิจกรรมแข่งขัน กีฬา กรีฑา วิ่ง คือชอบทำกิจกรรมใน รร. มาตั้งแต่เด็กๆ แม่ก็บอกเชื่อแม่ เบลล์เนี่ยชอบการแสดง เบลล์เต้นเถอะ .. โอเค มาทางนี้
.
คือแม่เห็นแล้วว่า เรามาทางนี้แน่ แต่ตัวเราเองเราขี้อายอย่างนั้นเหรอคะ 
ค่ะ คือเราไม่กล้าต่อหน้าคนเยอะ ๆ ถ้าเชิญขึ้นไปแสดงคนเดียวไม่เอา ไม่กล้าละ
 
อ๋อ คือแสดงเป็นกลุ่มเนี่ย คือได้ กล้าละ
ใช่ค่ะ เป็นกลุ่มได้ค่ะ กล้า จริงๆ ได้
 
พอรู้ว่าอยากเรียนนิเทศแล้ว เลือกที่ไหนยังไงต่อคะ มาที่นี่เลยเหรอยังไง
ค่ะ เบลล์เลือกที่นี่เลย เพราะใกล้บ้านค่ะ มาเลือกคณะนิเทศ ก็มองว่า สาขาศิลปการแสดง น่าจะเหมาะกับเราที่สุด คือได้ทำให้กล้าแสดงออก ได้ทำงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิง ก็เลยสมัครเข้ามา audition ซึ่งเป็นการร้องเพลงกับการแสดง วันนั้นมารับบทเป็นลำยอง ทองเนื้อเก้า ซึ่งอ.ที่เป็นคณะกรรมการ ก็ให้ความเห็นว่า มีแวว กล้าแสดงออก เล่นได้
 
บทนี่เค้าให้โจทย์เรามาเหรอคะ
ใช่ค่ะ เค้าให้เรามา เราก็ต้องเล่นเลย ได้เป็นไดอะล็อคมายาวมาก แล้วเราก็จำลองสถานการณ์ว่ามีลูกอยู่ตรงนั้น ตีลูกเลย แล้วก็มีร้องเพลง ก็อายมากแต่ก็ต้องสู้ จริงๆ ก็ชอบร้องเพลงค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะหรือไม่เพราะ (หัวเราะ..) ค่ะ


UploadImage
 

ชอบร้องเพลงด้วยเหรอคะ
ที่บ้านทำเกี่ยวกับเครื่องดนตรีอยู่แล้ว ก็เลยชอบร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรีได้บ้าง เล่นกีตาร์ค่ะ ก็หลังจากนั้นก็ผ่านการ audition ได้เข้ามาเรียนศิลปการแสดง จนได้เรียนเกี่ยวกับการเขียนบท การร้อง การเต้น การออกแบบ การดีไซน์ชุด ได้เรียนเกี่ยวกับการ workshop การแสดงด้วย ก็เลยได้รู้เลยว่า อ๋อ คุณครูดูออกเลยว่า คนนี้น่ะมีการแสดงออกที่มีการเขินอายอยู่ ทำยังไงจะละลายพฤติกรรมตรงนี้ได้ ดูจากการยืนก็รู้ ดูจากสีหน้า ดูจาก eye contact ก็รู้ อะไรอย่างนี้ค่ะ เค้าก็จะฝึก เบลล์ก็เลย อ๋อ..การสร้างความมั่นใจ การทำเวิร์คชอปตรงนี้มีผลต่อการนำไปใช้ในการเป็นพิธีกรของเบลล์  เพราะการเป็นพิธีกรของเบลล์ สำหรับเบลล์ คิดว่าเป็นการแสดงเหมือนกัน เพราะว่ามันจะต้องทำหน้าที่ตรงนั้นยังไงให้ออกมาดีที่สุด และเฮ่ยพิธีกรคนนี้เจ๋งว่ะ ทำยังไงให้รู้สึกว่าพิธีกรคนนี้มันว๊าวน่ะ อย่างพิธีกรเนี่ย ที่ม.ก็หายากนะคะ มีน้อยมาก
ก่อนหน้านี้พอเบลล์เวิร์คชอปปีหนึ่งเสร็จ เบลล์ก็ส่งโปรเจคเต้น ก็เริ่มมีแมวมอง ทีแบบว่าคนนี้มันกล้าแสดงออก เลยจะปั้นเบลล์ เป็นพิธีกร ซึ่งงานแรกทีเบลล์เจอคือเป็นงานใหญ่มาก งานพิธีกรของมหาวิทยาลัยเลย เบลล์จบปีหนึ่งพอดี ช่วง summer เป็นงานรับน้อง ปฐมนิเทศน์ ก็เป็นพิธีกรทั้งคณะ ทั้งของสาขา และทั้งของมหาวิทยาลัย เหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุดในชีวิตแต่เบลล์ก็สู้สุดชีวิตค่ะ
 
แล้วทุกอย่างเป็นยังไงบ้าง งานพิธีกรใหญ่ครั้งแรกของเรา
 ทุกอย่างก็โอเคค่ะ คือที่จริงแล้วเบลล์เป็นกลัวนะคะมีความประหม่าอยู่ในใจ แต่.. ภายนอกเราทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกว่าเรามั่นใจ แล้วเรา “เฮ้ย self ดูสวย ดูมั่นใจ”  คือเบลล์เป็นพิธีกรที่ชอบพูดตลกเฮฮาอยู่แล้ว เบลล์ก็จะพูดเป็นทางการด้วย entertain ด้วยกับน้องๆ อะไรอย่างนี้ ก็นั่นล่ะค่ะเป็นเวทีในมหาวิทยาลัยของเบลล์ เป็นเวทีที่ทำให้เบลล์ได้ใช้จริงๆ  ตั้งแต่สาขา คณะ และมหาวิทยาลัย  ก็ฝึกๆๆ ไปเรื่อยๆล่ะค่ะ จนไปออกตลาดนัดหลักสูตรข้างนอกที่ เซ็นทรัลลาดพร้าว งาน Eduzone หรือว่า งาน Admission Premium นี่ล่ะค่ะ เค้าเริ่มจับเบลล์ไปเป็นพิธีกรข้างนอก ทางการศึกษา ก็มีเอ็นเตอร์เทนน้องๆ อีก แต่ก็ต้องมีการให้ความรู้ทางด้านการศึกษาด้วย ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเตรียมตัวอย่างไรนี่ล่ะค่ะ เริ่มจัดไปจนเวทีของเบลล์มันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เบลล์ได้รู้ในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเรา และก็ปรับปรุงจากตรงนั้นค่ะ เช่นถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน แดนเซอร์ไม่พร้อม นักดนตรีไม่พร้อม นักแสดงไม่พร้อม เราจะมีวิธีจัดการปัญหาตรงนั้นยังไง เช่น เอ้า จู่ๆ staff ว.มาบอกว่าพิธีกรพูดไปก่อนเลยนะ เราต้องหาวิธีการดึงความสนใจผู้ฟัง เช่น ชวนน้องๆ คุย  ชวนน้องๆ เล่มเกมส์ กลุ่มไหนนั่งลงก่อน กลุ่มไหนเรียบร้อยแล้ว หรือใครกรอกแบบสอบถามเสร็จเร็วแจกของรางวัลไปเลย ก็มีวิธีการต่างๆ ที่จะเล่นเกมส์กับน้องๆ อะไรประมาณนี้
 
เกมส์พวกนี้เราคิดเองไหม
คิดเองค่ะ เบลล์มีวิธีการแก้ปัญหาที่จะลงไปคุยกับน้องแบบใกล้ชิด ถ้าได้พูดเปิดตัวบนเวทีเสร็จปุ๊บเนี่ย หลังจากนั้นเบลล์จะเริ่มลงไปหาน้องละ  เพื่อให้น้องเกิดความสนิท อยากจะฟังเรา อยากจะดูเรา ให้รู้สึกว่า เอ้อ พิธีกรไม่ได้เหินห่าง เฟรนลี่และเป็นกันเอง เพื่อให้น้องเค้าไม่ตื่นเต้นหรือเกร็ง สบายๆ ชิลๆ มีอีกวิธีนึงคือเวลาไปสัมภาษณ์ใครคุยกับใครก็จะสัมผัสตัวน้องเค้า ให้เค้ารู้สึกว่าสบาย ไม่เกร็จง ตื่นเต้น
 
ซึ่งการทำหน้าที่ตรงนี้ คิดว่าเราได้มาจากไหนคะ
ได้มาจาก อ.สอนการแสดงค่ะ อ.เป็นตัวอย่างให้เราคอยสังเกตเวลาสอน เวลาพูดคุยกับ นศ. และก็ยังคอยดูตัวอย่างจากพิธีกรหลายๆ คน ในรายการทีวี เราก็สังเกตว่าคนนี้มีจุดดี จุดด้อยยังไง เราก็นำมาปรับใช้ค่ะ เราต้องศึกษาเพื่อจะรู้ว่าคนดูต้องการอะไร อยากได้อะไร และทำยังให้มันสนุก ไม่ใช่แค่คั่นรายการ หรือคั่นช่วง อยากให้คนดูรู้สึกว่าอยากเจอ อยากฟังพิธีกรพูด อยากเล่นด้วยอย่างนี้ค่ะ
วิธีการของเบลล์คือ จะต้องมองคนดู มีอาย คอนแทคส์ที่ชัดเจน ต้องมองคนดู ห้ามเขินอาย ห้ามหันหลังให้กับคนดู ส่วนการให้น้องๆ มีส่วนรวมก็ใช้วิธีเปิดตัวก่อน จะเต้นก็เต้นนำ รั่วไปฮาไป เพื่อทำให้คนดูรู้สึกสนุก และอยากมีส่วนร่วม เออ..พี่เบลล์บ้าเนอะ แล้วก็จะลดความอายกันและกล้าแสดงออกในกิจกรรมด้วยกันมากขึ้นค่ะ
อีกส่วนหนึ่งเบลล์ได้ประสบการณ์จากการที่เราทำกิจกรรมในชมรมค่ะ คือชมรม Performing Dance and ชมรมเต้นกับการแสดงค่ะ
 
มหาลัยมีมีหลายชมรมให้เลือก เราเลือกชมรมนี้เองใช่ไหมคะ
มีพี่ดึงตัวมาเข้ากลุ่ม ตอนจบปีหนึ่งด้วยการทำโปรเจคเต้นน่ะค่ะ  ที่นี่เป็นชมรมที่มีกิจกรรมเยอะที่สุดเลยค่ะ ชมรมใหญ่เลย ได้มาเข้าร่วมกลุ่มแล้วทำกิจกรรม สร้างงานดีๆ ให้เพื่อนๆในมหาวิทยาลัยกัน
แปลว่าตอนนี้ เต้นด้วย แสดงด้วย เป็นพิธีกรด้วย แล้วอันไหนที่เรารู้สึกว่าใช่สำหรับเรามากที่สุดคะ
จริงๆ แล้วชอบหมดเลยค่ะ (สายเอนเตอร์เทนตัวจริงเลยนะนี่..) ซึ่งทั้งหมดเนี่ย ก็ต้องมีการสื่อสารที่ดี เราเป็นเด็กนิเทศฯ เราต้องรู้จักการสื่อสารที่สร้างสรรค์ อย่างในบทบาทพิธีกร เราก็จะต้องคิดเสมอว่าเราจะนำเสนอสิ่งที่ดีให้กับผู้ฟังค่ะ 


UploadImage
 
งานพิธีกร มีงานนอกด้วยใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ พิธีกรงานนอกค่ะ อย่างงานของปริญญาโท งาน ABC
 
มีงานไหนแบบ ตื่นเต้นไหม คือรู้ตัวแล้วขึ้นเวทีเลย
มีค่ะมี มีตามตัวให้เบลล์ไปเป็นพิธีกรงานตักบาตรรอบเช้าตรู่เลย เบลล์ก็ไปเลย จะนมัสการกราบเรียนเชิญคุณพระ เบลล์ก็จัดเลย แบบก็ไม่แน่ใจในพิธีการของพระสงฆ์ค่ะ แต่เราก็ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
 
ที่เราชอบทั้งแสดง เต้น และพิธีกร ให้คะแนนตัวเองในส่วนไหนเยอะที่สุดคะ
พิธีกรค่ะ เพราะทำเยอะสุดเลย ที่จริงไม่ได้คิดฝันมาก่อนนะคะว่าเราจะมาเป็นพิธีกรได้ เพราะเราชอบเต้น ชอบแสดง และมีร้องเพลงด้วยบ้าง
 
แต่พี่ว่าเบลล์พูดเก่งนะคะ (คุยกันมาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว..)
(หัวเราะร่วน) จริงๆ แล้วเบลล์เป็นคนพูดมากค่ะ คงเป็นส่วนนี้ที่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เราไม่คิดมาก่อน 
 
ก่อนหน้าที่เรามาค้นพบการเป็นพิธีกร ทราบว่าเบลล์เคยเล่นละครด้วยเหรอคะ เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
คุณแม่ค่ะ เห็นแววลูก รู้ว่าลูกแสดงได้สบาย ก็ไปเลยค่ะ ช่องเจ็ดประกาศรับดาราเด็ก ก็พาไปแคสติ้ง ก็ได้เล่นในเรื่องกลิ้งไว้ก่อนฯ ที่เป็นละครนะคะ เล่นเป็นเด็กขาหักอยู่ใน รพ.ค่ะ ก็สนุกดี ป.4 ก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรเลยค่ะ เราก็ดีใจแค่ได้เจอพวกดาราค่ะ
 
แล้วในส่วนของการเต้นล่ะค่ะ
ตรงนี้แม่ก็สนับสนุกค่ะ คือเห็นลูกชอบเต้น แม่ส่งเรียนเต้นเลย ทั้งเรียนตามสถาบันสอนเต้น ทั้งเรียนในโรงเรียน แล้วก็เต้นทุกงานเลยในโรงเรียน
 
ก็ได้เป็นทักษะที่ติดตัวเรามาเลย จนเราได้นำมาใช้อีกในระดับมหาวิทยาลัย
ใช่ค่ะ คือแม่ก็มองเราอยู่เห็นว่าเราไปได้ดี จึงเป็นที่มาของการแนะนำให้เรียนนิเทศนี่ล่ะค่ะ ซึ่งตอนนั้นเรายังคิดว่า บริหารเนี่ยจะไปได้ไกลกว่าไหมในสายการทำงาน แต่พอเราได้มาสายนิเทศ เราถึงได้รู้ว่า นิเทศฯ มีมากกว่านั้น มีอีกหลายสาขาทั้งการเป็นเบื้องหน้า และเบื้องหลัง สถานีเองก็มีทั้งฟรีทีวี และช่องเคเบิลที่เพิ่มมาอีกเยอะแยะ เราดูทักษะเรา ความชอบเราแล้วไปอยู่ในจุดที่มันใช่สำหรับเรา เบลล์ว่าตรงนี้ค่ะที่สำคัญ ค้นพบตัวเองแล้วไปทำในสิ่งที่เราชอบ ทำแล้วทำอีก ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ เบลล์ว่าตรงนี้เลยค่ะ
อย่างเล่นละคร เบลล์ก็ยังชอบค่ะ ล่าสุดก็เล่น "บ่วงหงส์" ช่องสามค่ะ เล่นเป็นเพื่อนพนักงานโรงแรม ค่ะ ก็เป็นเอกซ์ตร้า ส่วนที่เล่นเป็นตัวละครหลักก็เป็น VTR ของกระทรวงพลังงาน
ในส่วนของการแสดงนี่ คือเราก็ได้เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมจากการที่เราเรียนสาขาการแสดงฯ นี่ล่ะค่ะ  อ.ให้ทำ workshop เช่น กิจกรรมรักข้ามคลอง คือให้เราเนี่ยจินตนาการว่า เราอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเราอยู่กันคนละฝั่ง มองไม่เห็นกัน แต่เราจะต้องสื่อสารกันให้ได้ เช่นชวนไปวิ่ง เราจะต้องแสดงท่าทางยังไงให้ฝั่งตรงข้ามเห็นแล้วเข้าใจ ต้องรับส่ง กันยังไง ถ้าต่างคนต่างส่งสารไม่รอที่จะรับ มันก็จะไม่รู้เรื่อง ก็ต้องมีทั้งเราเป็นผู้ส่งสารเค้ารอรับ แล้วเค้าส่งเราก็รอรับสาร ประมาณนี้ค่ะ ซึ่ง ก็ได้นำไปใช้ในทุกกิจกรรมเลย การแสดงก็ต้องรู้คิวรับบทมาส่งอารมณ์ต่อประมาณไหน การเต้นก็ต้องมีจังหวะที่ชัดแรง หรือเบาตามเพลง บางเพลงก็ต้องเต้นให้ดูแล้วเซ็กซี่  บางเพลงก็ต้องเต้นเข้มแข็งแบบสตรีท เท่ๆ เป็นพิธีกร ก็ต้องรู้จังหวะการรับ ส่ง เราตั้งใจถามและตั้งใจรับฟังคำตอบ เบลล์จะพูดทวนคำตอบ เพื่อให้เค้าเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับการฟังของเค้าจริงๆ ด้วยค่ะ อีกเรื่องที่สำคัญอย่าลืมมี eye contact ต่อผู้ดูผู้ฟังเสมอค่ะ
 
Idol ของเราคือ
พี่ซี ค่ะ เพราะว่าพี่เค้าเก่งค่ะ สวยด้วย เรียนเก่ง และเก่งทางด้านไอทีด้วย เบลล์ไม่ค่อยเก่งไอทีค่ะ ไม่ค่อยเล่นเกมส์ค่ะ ส่วนมากดูละครมากกว่า เวลามีปัญหาไอที ก็หาคนมาช่วยตลอดค่ะ
พี่ซีเป็นพิธีกรรายการไอที เป็นพรีเซนเตอร์อีกหลายแบรนด์ด้วย เบลล์ชื่นชอบพี่เค้า อยากเก่งแบบพี่เค้าบ้างค่ะ คือเราก็คิดว่า ถ้าเราเป็นพิธีกรแล้ว อยากให้มีคนเห็นแววเรา จับไปเป็นนักแสดง หรือได้รับงานอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันค่ะ
ส่วนอีกคนคือ พี่กาละแมร์ค่ะ  เบลล์คิดว่าพี่เค้าเก่งค่ะ ความสามารถของเค้ามันทำให้ชนะทุกอย่าง คือเป็นพิธีกรรายการบันเทิงก็เก่ง ทอล์คโชว์ก็สนุกสนาน ทำงานได้หลากหลาย ทั้งงานอ่านข่าว งานพรีเซนเตอร์ ชอบที่พี่เค้ามีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเองค่ะ แล้วยังเป็นสายสุขภาพพวกอาหารเฮลท์ตี้และฟิตเฟิร์มหุ่นด้วยค่ะ ชอบเลยค่ะ อยากเป็นแบบพี่เค้าบ้าง
 
เห็นได้ว่า น้องเบลล์ก็มีกิจกรรมเยอะมากนะคะ อยากให้แนะนำเรื่องการแบ่งเวลาให้เพื่อนๆ น้องฟังหน่อยค่ะ
ต้องเท้าความก่อนเลยค่ะว่า ตอนเด็กเบลล์เรียนไม่เก่งเลย เพราะขี้เกียจค่ะ ไม่ชอบทำการบ้านเลยค่ะ คือเรียนในห้องเรียน เรียนพิเศษที่โรงเรียนพอกลับมาไม่เอาเลยค่ะ ไม่สนใจการบ้าน ไม่อ่านหนังสือเลย จะเล่นอย่างเดียวเลย กระโดดหนังยาง เล่นหม้อข้าวหม้อแกง ไม่คิดอะไรเรื่องการเรียนเลยค่ะ ประมาณนี้ค่ะ (คือนี่ตัวอย่างไม่ดีนะคะ แม่ก็คอยทำการบ้านให้ตลอด)
พอโตขึ้นมามัธยมมาเรียนที่สุรศักดิ์มนตรี ก็เริ่มคิดได้ เริ่มสงสารแม่ แม่ก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ เลยมานั่งคิดว่าทำยังไงดีเราจะเลี้ยงแม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองค่ะ ก็เลยเริ่มเรียนดีขึ้นค่ะ ม.ต้นก็ยังไปเรื่อยๆ แม่ก็คอยบอกตั้งใจเรียนนะ เบลล์ก็คิดไว้แล้วว่าจะปรับตัวเรื่องการเรียน ก็พยายามตั้งใจมากขึ้น ก็บอกแม่ว่า "น่ะ..เชื่อใจเบลล์นะคะ"


UploadImage
 

ในส่วนนี้ทำกิจกรรมด้วยไหมคะที่โรงเรียน
ทำค่ะ ยังทำกิจกรรม แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน เป็นนักกีฬาด้วยค่ะสนใจเรื่องกีฬาการออกกำลังกายด้วย แต่ปรับใหม่เป็นทำการบ้านเสร็จแล้ว ถึงจะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ใด้  หรือจะออกไปห้างกับเพื่อน ไปกินนมกินขนมปังหลังเลิกเรียนได้ คือแม่ก็ยังคอยเป็นห่วง ซึ่งเราก็ไม่พูดอะไรมาก แต่เราก็ทำให้แม่เห็นด้วยผลการเรียนที่ออกมาดีเลยค่ะ คือถึงแม้เราจะทำกิจกรรมไปด้วยแต่เราก็ต้องเรียนให้ได้ดีด้วย เบลล์ให้ความสำคัญกับตรงนี้มากค่ะ ตอนนี้เป็นแบบ อ่อนวิชาไหนเรียนพิเศษวิชานั้น
พอจบม.สาม เกรดเราก็ได้สายวิทย์คณิตฯ นะคะ ก็เลือกเรียนสายวิทย์คณิตค่ะ เรียนพิเศษตลอด  คือรอบข้างตอนนั้น เพื่อนๆ มีแต่คนเก่งและมีความรับผิดชอบ ทำให้เราผลักดันตัวเองบ้างต้องอ่านหนังสือนะ เลยรู้จักช็อตโน็ต สอบข้อเขียนก็หัดจด จดจนจำได้ทุกบรรทัดว่าเขียนอะไรไปบ้าง แล้วเราก็เขียนสวย มีไฮไลท์ที่สำคัญ เพื่อนก็จะขอดู ก็ถ่ายเอกสารแจกกัน จนมีเพื่อนขอให้ติวให้ และก็เหมือนได้ทำตัวเป็นพิธีกรค่ะ ติวให้เพื่อนเลยว่าไปเป็นเรื่องๆ เลย นอกจากได้สอนเพื่อนแล้วยังได้ทบทวนเนื้อหาอีกรอบด้วยค่ะ
ในที่สุดก็ได้เริ่มงานพิธีกรตั้งแต่ ม.ห้า ค่ะ คือคุณลุงเบลล์เค้าทำบริษัทกำจัดปลวก ก็ให้เบลล์ช่วยไปเป็น MC ให้หน่อย  เบลล์ก็เราทำได้เหรอ.. แต่เป็นพริตตี้ก่อนนะคะ แล้วก็เริ่มเลยค่ะ จับไมค์พูดๆๆ  จนบูทใกล้กันสนใจ เดินมาชมมาถามอายุว่าเท่าไหร่ (ตอนนั้น 17 ค่ะ) อายุแค่นี้ทำไมพูดเก่งจัง ตอนนั้นก็ภูมิใจนะคะงานแรกของเราด้วย
 
 
ตอนพูด มีความสุขใช่ไหมคะ
มีความสุขค่ะ คือเราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เรารู้ว่าจะขายของ เรามั่นใจในผลิตภัณฑ์เรา มีอะไรอยากจะขาย แล้วเราก็ให้ความมั่นใจกับผู้ซื้อค่ะว่าของเราดี  พอลูกค้าเชื่อก็ซื้อ เราก็รู้สึกอืมๆ สนุกดี เราชอบ ตอนนั้นเรื่องเงินไม่ได้คิดเลยค่ะ งานฟรีก็ทำค่ะ รู้สึกมีความสุข
งานที่สองคือเป็นพริตตี้ เก๊กฮวยของไอวี่ คือมีพี่ๆ ส่งงานให้เพราะเห็นแววเราค่ะ ทีนี้ก็มีสินค้าหลายตัว มีสรรพคุณต่างๆ กัน เราก็ยากไปนะจำไม่ได้ ก็เลยสร้างเนื้อเพลงขึ้นมาเองให้เราจำได้ (เล่าไป หัวเราะไป)  แล้วก็ไม่กลัวที่จะเสียงดัง เพราะเราอยากทำให้คนได้ยินเสียงเรามากที่สุด จะได้เห็นสินค้าเรา พอเข้ามาถึงบูทเราก็ปิดการขายด้วยเสนอโปรโมชั่นทีเด็ดของเรา (ขณะที่เล่า น้องก็ทำเสียงแบบพริตตี้เสนอสินค้า ตามอีเวนท์ให้ได้ฟัง เพลิดเพลินทีเดียว) คือเราหาสไตล์ของเราเอง
 
เป็นการเล่าที่สนุกมาก เพราะพูดเก่งจริงๆ มีทั้งสาระและเทคนิค พร้อมทั้งแสดงให้เราเห็นว่ามีไหวพริบ น้องเหมาะสมที่เป็นพิธีกรโดยประการทั้งปวงค่ะ ตรงนี้ขอชม
ค่ะ ก็มีเพื่อนๆ น้องๆ มาถามว่าทำยังไง ถึงได้เป็นพริตตี้ขายสินค้าในงานอีเวนท์ ทำยังไงเค้าถึงได้จ้างเราต่อ เราก็บอกในแบบฉบับของเราว่า..เรามั่นใจค่ะ เรารู้ว่าเราทำอะไร จะขายอะไร เชื่อมั่นในสินค้าของเรา กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะคุยกับลูกค้า อย่าอาย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี
 
อย่างมีน้องๆ มาถามเรื่อง ไม่กล้าแสดงออกนี่เราให้คำแนะนำเค้าไปแล้วมีผลจากการแนะนำนั้น กลับมาให้เราได้เห็นบ้างไหมคะ
ก็เห็นผลชัดๆ เลยในชมรมฯ ค่ะ ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยค่ะ เราได้ละลายพฤติกรรมน้องๆ ให้ความมั่นใจน้องๆ "พี่เชื่อ..ว่าน้องทำได้" แล้วเราก็เล่าประสบการณ์ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง อย่างเราจากพอเต้นได้ในช่วยประถม พอมามัธยมก็ไม่เต้นเลยเพราะไปสนใจเรื่องกีฬา วอลเลย์บอล กรีฑามาหมด เหรียญเต็มบ้าน
 
เป็นไปตามวัยไหมคะ กิจกรรมที่เราทำ
ค่ะ ตอนนั้นชอบเล่นกีฬา เลิกเรียนแล้วทำอะไรดี เพื่อนวิ่งเราก็วิ่งด้วย คือมีวิ่งอะไร ระยะไหนก็ไปหมด 1000 เมตร คิดว่าไม่ไหวก็วิ่งมาจนได้เหรียญทองค่ะ
 
มีอะไรไหมที่เรายังไม่ได้ทำ (กิจกรรมน้องเยอะมากจริงๆ ชักสงสัยซะแล้ว)
มีค่ะ เตะบอลค่ะ (หัวเราะ..) ยังไม่เคยค่ะ อย่างเดียวเลย ตะกร้อเคยแล้วค่ะ เตะบอลเคยลองค่ะ แต่ไม่ใช่เราค่ะ เราไม่เข้าใจเท้าเราค่ะ (หัวเราะ..) พวกที่ชอบจะเป็น แชร์บอล วอลเลย์บอล บาสเก็ตบอลค่ะ เรื่องไหวพริบ ความเร็วบวกกับเราเป็นนักวิ่งอยู่แล้ว เดาะๆไป ชู้สค่ะ สนุกค่ะ เราชอบให้เหงื่อออก
 
คิดว่าเราไฮเปอร์ไหมคะ (ในทางทีดี..นะคะ) เวลานิ่งที่สุดของเราคือเวลาไหนคะ
ไม่แน่ใจค่ะ แต่ชอบเคลื่อนไหว ชอบกิจกรรม เวลานิ่งที่สุดคืออ่านหนังสือค่ะ แต่ถ้าอ่านก็ต้องไม่เปิดทีวี ไม่เปิดเพลง คือถ้าเราอยากจะทำอะไรเราจะตั้งใจมากค่ะ เราจะแบบจดจ่อสิ่งเดียว
 
แล้วเวลาว่างทำอะไรคะ
โห จริงๆ ชีวิตนี้ไม่เคยว่างเลยค่ะ ไม่ค่อยเลย แต่ถ้าจะนับว่าเป็นเวลาว่างของเราจริงๆ เลย ก็จะไปเดินตลาดค่ะ เพื่อรีแลกซ์ตัวเองค่ะ
คือด้วยความที่เราเป็นคนที่เรียนหนัก ทำงานหนัก นอนน้อย พอวันไหนได้เลิกเร็ว (คือราวสี่ห้าทุ่ม) ก็ไปเดินตลาด คลายเครียดค่ะ เดินเปิดหูเปิดตากับเพื่อนๆ

UploadImage
 
 
 
กิจกรรมมหาวิทยาลัยเยอะขนาดนี้ ขยันแบบนี้ เลยทำให้เราได้รับผลจากความขยันทันทีเลย ช่วยเล่าตรงนี้หน่อยค่ะ
ค่ะ จากที่เข้ามาเรียนที่ มศป. ก็ทำกิจกรรมเยอะมากทั้งงานคณะ งานสาขา งานมหาวิทยาลัย งานเล็กงานใหญ่ ทำหมด
วันหนึ่งก็เห็นเพื่อนที่เรียนเก่งมาก เกรดสี่ นั่งทำ port folio อยู่ เราก็สนใจถามว่าทำอะไร เพื่อนก็บอกทำพอร์ทยื่นเรียนฟรี เราก็.. มีแบบนี้ด้วยเหรอ  ไม่เคยรู้เลย พอรู้ว่าพรุ่งนี้วันสุดท้าย ก็รีบไปเตรียมเอกสารมายื่นค่ะ เราก็ขอทุนศิลปการแสดงค่ะขอทุน 100% เลย คือก็มีผลงานอะไรบ้างเราก็ลงรายละเอียดไปค่ะ ที่มีทั้งหมด
 
เยอะมากใช่ไหม
เยอะมากค่ะ ก็กลับบ้านไป หยิบตัวอย่างผลงานแต่ละชิ้นทั้งหมดมารวบรวม ได้ทั้งหมด 63 หน้า งานถ่าย MV งานเต้นให้ศิลปินหลายๆ คน ก็รวบรวมมาหมด แล้วก็งานในมหาวิทยาลัย งานพิธีกร งานเต้น ซึ่งก็งานเหล่านี้ค่ะที่ทำให้มหาวิทยาลัย ก็ส่งพอร์ทไปวันสุดท้ายพอดี ก็มีการสัมภาษณ์ ท่านคณะกรรมการก็จำได้ อ.ก็ถามว่าถ้าได้ทุนจะทำอะไรให้กับมหาวิทยาลัยบ้าง จะบอกรุ่นน้องยังไง ให้น้องๆ มาเรียนที่นี่ เบลล์ก็บอกไปค่ะ ว่าที่นี่มีอะไรดี ทำไมเราถึงเลือกเรียกที่นี่  และศรีปทุมให้อะไรกับเราบ้าง และทำยังไงถึงได้เป็นแบบพี่เบลล์ ส่วนเรื่องการตอบแทนต่อมหาวิทยาลัย เบลล์ก็ทำกิจกรรมทุกกิจกรรมที่ทำให้ได้ เหมือนที่เราเคยทำจนทุกวันนี้ค่ะ
ก็คุยเยอะมาก (เหมือนที่คุยกันนี่ล่ะค่ะ..) วันประกาศผลก็ ดีใจค่ะ ทุนที่ได้ส่วนใหญ่เป็นดาราค่ะ มีเราคนเดียวที่เป็นพิธีกร  เราเลยรู้สึกเหมือนได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยค่ะ
คือที่ผ่านมา เบลล์ไม่เคยเข้าสอบที่ไหนได้เลย แม้แต่รางวัล การจับฉลากชิงโชครางวัล เราก็ไม่เคยได้อะไรเลย  ไม่เคยโชคดีเลย แต่..ที่นี่ค่ะ พอสัมภาษณ์ผ่าน เราได้ทุน เป็นความสำเร็จชิ้นแรกในชีวิตเลยค่ะ เราก็ตื้นตันใจ และรำลึกอยู่เสมอว่ามหาลัยฯ ให้ทุนเรียนฟรีกับเรา มันเหมือนเราได้เงินเดือนทุกเดือน แล้วก็ได้รับต่อเนื่องมาทุกปี คือก็พิจารณากันทุกปีนะคะ ว่าเราทำกิจกรรมให้มหาลัยฯ ยังไงบ้าง
การที่เรามีเวลาว่างน้อย เราจัดการเรื่องการเรียนยังไงคะ ตรงนี้ช่วยแนะนำน้องๆ หน่อยค่ะ
การทำกิจกรรมเยอะ แปลว่านอกห้องเรียนเราจะไม่ว่างเลย ดังนั้นเราให้ความสำคัญกับเวลาในห้องเรียนค่ะ คือจะตั้งใจเรียน ทำยังไงก็ได้ให้เข้าใจบทเรียนนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่เข้าใจอะไรก็ถามค่ะ ไม่ต้องอาย แล้วก็จด ทำ short note ใกล้สอบก็ต้องให้เวลาอ่าน ทบทวนให้มากที่สุดค่ะ เราจะเต็มที่กับการอ่าน การสอบมาก จะข้อเขียนก็ต้องเขียนให้เต็มที่
 
เวลาพักผ่อนเราก็น้อย
น้อยค่ะ แต่เราต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำค่ะ ตอนนี้ก็มีกิจกรรมเยอะ อยู่ที่มหาวิทยาลัยมากกว่าที่บ้านอีกค่ะ
 
ทำกิจกรรมเยอะขนาดนี้ ผลการเรียนเป็นยังไงบ้างคะ
ดีค่ะ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องการรับผิดชอบสูงมากค่ะ คือถ้าเกรดไม่ดีในวิชาไหนก็จะดูว่าทำไม อย่างปีแรก ได้ 3.7 พอปีสองที่เริ่มได้ทุน เทอมหนึ่งเทอมสองก็ได้เกรด 4.0 รวมๆ เกรดเฉลี่ยตอนนี้ก็ 3.9 ค่ะ
 
เกรดแบบนี้ก็ได้เกียรตินิยมสิคะ
ก็น่าจะได้ค่ะ เกียรตินิยมก็ประมาณ 3.7 ค่ะ
 
 
 
 
 
แล้วเราบอกว่าเราเรียนไม่เก่งได้ยังไงล่ะ
คือ เบลล์ใช้ความขยันและใช้ความพยายามมากกว่าค่ะ คือเบลล์เชื่อว่า คนเราเนี่ย..เก่งไม่กลัว กลัวขี้เกียจ  คือ เบลล์เสียดายคนเก่ง..ที่ขี้เกียจมาก คือมีมากด้วยนะคะแบบนี้ แล้วเราก็เสียดายความเก่งของเค้ามาก  คือมีไหวพริบ มีพรสวรรค์อยู่แล้ว เข้าใจอะไรได้ง่ายมาก แต่..ทำไมขี้เกียจ อย่างเราบางทีเข้าใจอะไรได้ยาก แปลไทยเป็นไทยก็แล้ว ต้องใช้เวลาจำ ต้องพยายามให้เข้าใจ คือเราต้องเข้าใจให้ได้ ถามจนเข้าใจแม้จะใช้เวลามากกว่าคนอื่นก็ตาม
ยกตัวอย่างเรื่องเต้น บางคนรับท่าหนึ่ง แปด เร็วมาก แต่เรานี่ซ้อมหนึ่ง แปด อยู่ทั้งวัน แต่นั่นก็ทำให้เราได้ฝึกฝนค่ะ จากที่เคยต่อท่า ช้ามาก หนึ่งวันถึงจะได้ ตอนนี้แป๊บเดียวได้แล้ว
 
ในส่วนของการทำงาน รับงานนอก มีแบ่งเวลายังไงคะ
ถ้ามีงานจ้างมา เราก็ดูว่าตรงกับตารางเรียนไหม ถ้าชนก็ไม่รับค่ะ แต่ถ้าไม่ชนเรียนเช้า บ่ายว่าง มีงานบ่ายก็รับค่ะ ทุกวันนี้ก็เรียนเสร็จแล้ว ไปทำงานต่อค่ะ วันไหนว่างไม่เรียนก็รับงานนอก ถ้าไม่มีงานนอกก็มาชมรม มาซ้อมเต้นค่ะ ตอนนี้ทำ Show Charity ก็ต้องเตรียมตรงนี้ค่ะ
 
 
 
ให้เลือกความเป็นตัวเราที่สุด ตรงนี้
พิธีกรค่ะ เบลล์รู้สึกว่าการเป็นพิธีกรนี่ คนควบคุมคือเรา เคยอยู่หลังเวทีแล้วนั่งมองไมค์ที่เราถืออยู่ แล้วบอกตัวเองว่า ทุกอย่างจะดีมันก็อยู่ในมือเรา ถ้าออกไปกล้าๆ กลัวๆ เพื่ออะไร แล้วจะมานั่งเสียใจทีหลังเหรอ เพราะฉะนั้นเราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด
"เราจะคิดเสมอว่า ทุกวันๆ จะต้องทำให้ดีที่สุด จะได้ไม่มานึกเสียใจทีหลัง" แล้วเราก็รู้สึกว่าทุกๆ วันมีค่า เราไม่เคยรู้สึกเลยว่าวันนี้น่าเบื่อ หรือวันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดี ไม่มีเลยค่ะ" คือจะมีอะไรให้เราทำในทุกๆ วันเสมอ
แล้วสำหรับคนที่รู้สึกว่า วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดี เราจะบอกอะไรเค้าดีคะ
คือก็มีตัวอย่างให้เราเห็นเยอะเลยนะคะ สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จเค้าทำยังไงกัน เค้าทำอะไรบ้าง แล้วเราอยากเลือกแบบไหนให้กับตัวเราล่ะคะ
ถ้าเราอยากสบาย ถ้าเราอยากมีเงินใช้ ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ ทุกคนอยากมีคนรัก ทุกคนอยากมีที่ยืนในสังคม ทำยังไงให้เรายืนตรงนั้นได้ ถ้าขี้เกียจในวันนี้ ขอให้มองอนาคต เบลล์เชื่อว่าทุกคนรักตัวเอง ถ้าทุกคนรักตัวเอง ก็จะไม่ทำร้ายตัวเองค่ะ
มีคนยื่นโอกาสดีๆ มาให้เราแล้ว ทำไมเราถึงปฏิเสธไปล่ะคะ ทำไมเราไม่คว้ามันไว้ เบลล์ไม่รู้ว่าอนาคตคืออะไร แต่เราก็จะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด
 
สิ่งที่เราคิดว่าเราจะทำแน่ๆ และมีอะไรอีกบ้างที่เราอยากทำ
เป็นพิธีกรค่ะ อยากเป็นพิธีกรในวงการบันเทิง อยากทำธุรกิจส่วนตัวด้วย
 
ดูว่าเบลล์เป็นคนมีพลังงานล้นเหลือ
ที่เห็นมีเยอะ เพราะเราเป็นคนมองทุกอย่างบวก และก็อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำให้ทุกคนรอบข้างมีความสุขที่สุด อย่างเป็นพิธีกรในงาน เด็กเตรียมจะสอบ เด็กเครียดมามากแล้ว เราก็ทำยังไงก็ได้ให้เด็กมีความสุข สนุกกับกิจกรรมของเรา  
คือต่อให้เรามีความเครียดมาจากไหน หรือเครียดเรื่องงานแค่ไหน เราก็ต้องไม่บึ้งตึง ไม่เครียดไม่คัทตัวเอง ไม่ปล่อยให้มีเดทแอร์
 
UploadImage 
 
งานที่ทำมาเยอะอย่างนี้ น่าจะเจอกับปัญหาบ้าง เบลล์มีวิธีกับอารมณ์ยังไงบ้างคะ
รีบตัดค่ะ ตัดให้เร็วเลย ที่ผ่านมาก็นึกถึง workshop ที่ อ.สอนค่ะ ให้นึกว่าเราถือปลายเชือกด้านหนึ่งอยู่ในมือแล้วก็ฟาดเชือกเส้นนั้นลงไปกับพื้นพร้อมส่งเสียงดังๆ "เฮ่ย.." อะไรประมาณนี้ เหมือนเป็นการได้ปลดปล่อยค่ะ 
และถ้าเรารู้ว่าเราพลาดตรงไหนในช่วงนี้ ช่วงหน้าเราจะไม่พลาดอีก และที่ผ่านมาตัดทิ้งไปให้เร็วเราจะต้องไปต่อ the show must go on อย่างมีน้องๆ ตอนมา audition เต้นผิดแล้วขอเต้นใหม่ เราก็จะบอกน้องว่าเต้นไป เต้นต่อเลย เนียนไปให้ได้นะ ถ้าเราไม่หยุดชะงักก็จะไม่มีใครรู้ว่าเราเต้นผิดหรอก แล้วใส่ความตั้งใจไปอีกเต้นแรงไปอีก และจะไม่ให้พลาดซ้ำค่ะ ทำให้มีความสุขเต็มที่ จบงานแบบมีความสุขค่ะ  สำหรับเบลล์แล้ว อยากบอกว่าอย่าให้ข้อผิดพลาดพาเราเครียดจมดิ่ง หรือพาลท้อแท้ ไม่เอาล่ะ ไม่ทำละ อยากบอกว่าคนเราปรับได้แก้ได้นะคะ ผิดแล้วเอาใหม่ได้เสมอ 
 
ถ้าให้เป็นคณบดีได้หนึ่งวัน น้องเบลล์จะให้ทำอะไรคะ
ให้แต่งชุดแฟนซีค่ะ ทั้งคณะเลย แบ่งเป็นวีคๆ เลยก็ได้ มาวีคนี้เป็นชุดไทย ปลุกความสนุกให้อยากมามหาวิทยาลัย และให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศ เฮ่ย นี่ท่านขุน นี่มาเลยค่ะนายจันทร์หนวดเขี้ยว ได้ปลดปล่อย ได้แสดงความชอบส่วนตัว หรือวีคการ์ตูน ก็มาเลย โดเรมอน  ชินจัง หรือพวกยอดมนุษย์ ฮีโร่ ได้หมดเลย แล้วเราจะได้ดูว่า อ้อ ๆ คนนี้อยากเป็นตัวนี้นะ ตัวโน้นนี้นะคะ สนุกดีค่ะ
 
มุมโปรดของเบลล์คือที่ไหนคะ
ที่ชมรมฯ ค่ะ อยู่ที่นั่นตลอดเลยค่ะ อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนพี่น้อง ซ้อมเต้นกันไป เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเลยค่ะ
 
 
ถ้าให้พูดชวนน้องๆ มาเรียนนิเทศฯ เบลล์จะบอกน้องว่าไงคะ
ใครชอบแสดงออกมาเลยค่ะ คือนิเทศฯ มีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง  ถ้าชอบวงการบันเทิง ชอบถ่ายรูป ชอบการพูด ชอบการเต้น ชอบการร้อง ชอบการแสดง ชอบจัดรายการ หรืออยากไปเป็นคนในกองถ่่าย โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ หรือชอบงานตัดต่อก็มาเลยค่ะ  ใครชอบการแสดงมีทั้งละครทีวี ละครเวที หรือการแสดงภาพยนตร์ 
 
ชอบด้านไหน หาตัวตนเราให้เจอแล้วเข้ามาเลยค่ะ นิเทศฯมีหลายสาขาให้เราเลือก เลือกในสิ่งที่เป็นตัวเราเองจริงๆ  
ที่นี่ ช่วยปรับพื้นฐาน ให้น้องๆ ได้เรียนรู้การเป็นนักสื่อสารที่สร้างสรรค์ค่ะ
 
 
ปิดประโยค และวางไมค์ลงอย่างครีเอทและแคล่วคล่อง สมเป็นนักพูดมือวางอันดับหนึ่งในมหาลัยอย่างแท้จริง น้องล่ะคะ อยากรับบทบาทอะไรในวงการบ้าง อย่าช้าค่ะ ตั๋วใบนี้มีไว้สำหรับน้องเท่านั้น สวัสดีค่ะ

UploadImage